เมื่อไฟในใจมอดดับ แต่ "ไฟล์บังคับ" ของชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อ

            เคยไหม...ที่รู้สึกเหมือนพลังงานในตัวลดลงจนเหลือศูนย์ เหมือนแบตเตอรี่ที่กะพริบเตือนเป็นสีแดง แต่หน้าจอชีวิตกลับยังเต็มไปด้วยโฟลเดอร์ที่เขียนว่า "งานด่วน", "บิลค่าใช้จ่าย", "ความรับผิดชอบต่อครอบครัว" และอีกสารพัด "ไฟล์บังคับ" ที่คุณไม่สามารถกด 'Delete' หรือ 'Postpone' ได้

             ความรู้สึกนี้คือภาวะ "หมดไฟ" (Burnout) ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเป็นจริงที่เรียกว่า "ชีวิต" มันคือสภาวะที่จิตใจอ่อนล้า ร่างกายอ่อนเพลีย และแรงจูงใจเหือดหายไปจนหมดสิ้น แต่โลกภายนอกกลับไม่เคยหยุดหมุนตามเรา เรายังต้องตื่นไปทำงาน ยังต้องจ่ายค่าผ่อนบ้าน และยังต้องเป็นที่พึ่งให้ใครสักคน

            คำถามคือ...แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะ?

            เมื่อการ "หยุดพัก" แบบถาวรไม่ใช่ทางเลือก ลองใช้วิธีเหล่านี้เพื่อประคับประคองชีวิตและค่อยๆ เติมเชื้อไฟให้กลับมาอีกครั้งทีละน้อย

            1. ยอมรับและใจดีกับตัวเอง สิ่งแรกและสำคัญที่สุด คือการยอมรับว่า "ตอนนี้เราไม่ไหว" อย่างแท้จริง การหมดไฟไม่ใช่ความล้มเหลว ไม่ใช่ความอ่อนแอ มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจว่าคุณได้ใช้พลังงานเกินขีดจำกัดมานานเกินไปแล้ว หยุดกล่าวโทษตัวเองแล้วแทนที่ด้วยความเห็นใจ บอกกับตัวเองว่า "ไม่เป็นไรเลยที่จะรู้สึกแบบนี้"

            2. ลดมาตรฐานลง...แค่ชั่วคราวก็ยังดี ในช่วงที่คุณมีพลังงานแค่ 20% คุณไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ 100% จากตัวเองได้ ลองลดระดับความสมบูรณ์แบบลงมาบ้าง จากที่เคยต้องทำอาหารกินเองทุกมื้อ ลองสั่งอาหารนอกบ้านดูบ้าง จากที่เคยต้องทำความสะอาดบ้านให้เนี้ยบกริบ ลองปล่อยให้รกบ้างเล็กน้อย การทำแค่ "ดีพอ" (Good Enough) ในช่วงเวลานี้ คือการแสดงความเมตตาต่อตัวเองที่ดีที่สุด

            3. มองหา ‘ช่องว่าง’ ให้ตัวเองได้หายใจ เมื่อลาพักร้อนยาวๆ ไม่ได้ ให้มองหา "ช่วงพักขนาดจิ๋ว" (Micro-Breaks) ระหว่างวันแทน

  • ลุกจากโต๊ะทำงานไปเดินยืดเส้นยืดสาย 5 นาที
  • หลับตาแล้วฝึกหายใจเข้า-ออกลึกๆ สัก 10 ครั้ง
  • ฟังเพลงโปรด 1 เพลงโดยไม่ทำอย่างอื่นไปด้วย
  • ออกไปยืนรับลมที่ระเบียงแล้วมองท้องฟ้าสักครู่ ช่องว่างเล็กๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนการกดปุ่ม 'Save Mode' ให้กับแบตเตอรี่ชีวิตของคุณ

        4. เติมเชื้อไฟเล็กๆ กลับเข้าไปใหม่ อย่าเพิ่งไปคิดถึงการตามหา "Passion" ที่ยิ่งใหญ่ ลองหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยทำให้คุณรู้สึกดีและไม่ต้องใช้พลังงานมากนัก

  • อ่านหนังสือการ์ตูนเล่มโปรดสัก 1 บท
  • ดูซีรีส์ที่ชอบสัก 1 ตอน โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
  • ทำงานอดิเรกง่ายๆ ที่เคยทำ เช่น วาดรูปเล่น, รดน้ำต้นไม้
  • โทรคุยกับเพื่อนสนิทที่คุยแล้วสบายใจ สิ่งเหล่านี้คือเชื้อไฟเล็กๆ ที่จะช่วยหล่อเลี้ยงเปลวไฟในใจไม่ให้มอดดับไปเสียก่อน

       5. ขอความช่วยเหลือ คือความกล้าหาญ การแบกทุกอย่างไว้คนเดียวคือหนทางที่เร็วที่สุดสู่การพังทลาย ลองมองหาคนที่เราไว้ใจและพูดคุยระบายความรู้สึกออกไป ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือคนรัก หรือหากรู้สึกว่าหนักหนาเกินไป การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นหนทางของการดูแลตัวเองอย่างกล้าหาญ

       การเดินทางฝ่ามรสุมแห่งภาวะหมดไฟ อาจไม่ใช่การวิ่งเข้าเส้นชัย แต่คือการค่อยๆ ประคองตัวเองให้ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้...

        เพราะแม้ "ไฟล์บังคับ" จะยังคงอยู่ แต่ "ไฟล์ที่ชื่อว่าตัวเรา" ก็สำคัญที่สุดและควรค่าแก่การดูแลไม่แพ้กัน 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ : รอยแผลลึกแห่งเอเชีย 6 สัปดาห์ทมิฬใน "การสังหารหมู่ที่หนานกิง"

Live is so hardest..