ย้อนรอยประวัติศาสตร์ : รอยแผลลึกแห่งเอเชีย 6 สัปดาห์ทมิฬใน "การสังหารหมู่ที่หนานกิง"

ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามจีน-ญี่ปุ่น หากจะเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญและแสดงให้เห็นถึงด้านมืดที่สุดของมนุษย์ หนึ่งในนั้นย่อมหนีไม่พ้น "การสังหารหมู่ที่หนานกิง" (Nanjing Massacre) หรือที่โลกตะวันตกขนานนามด้วยความหดหู่ว่า "The Rape of Nanking"

จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1937 เมื่อกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นรุกคืบเข้ายึดเมืองหนานกิง ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐจีน ทันทีที่เมืองแตกในวันที่ 13 ธันวาคม 1937 แทนที่กองทัพผู้ชนะจะปฏิบัติต่อเชลยและพลเรือนตามกฎการสงคราม สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นการเริ่มต้นของฝันร้ายที่ยาวนานถึง 6 สัปดาห์

ความโหดร้ายที่ยากจะจินตนาการ ในช่วงเวลานั้น ทหารญี่ปุ่นได้เปลี่ยนเมืองหลวงที่เคยรุ่งเรืองให้กลายเป็นแดนสังหาร ทหารจีนที่วางอาวุธและพลเรือนจำนวนมหาศาลถูกกวาดต้อนไปสังหารด้วยวิธีการทารุณผิดมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดศีรษะ การฝังทั้งเป็น หรือการใช้มนุษย์เป็นเป้าซ้อมยิง

แต่สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดร้าวลึกที่สุด คือการล่วงละเมิดทางเพศสตรีชาวจีนจำนวนมหาศาล ตั้งแต่เด็กหญิงไปจนถึงหญิงชรา ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า "The Rape of Nanking" บ้านเรือนกว่า 1 ใน 3 ของเมืองถูกเผาทำลายและปล้นสะดมจนราบเป็นหน้ากลอง

แสงสว่างในความมืดมน ท่ามกลางความสิ้นหวัง ยังมีแสงแห่งมนุษยธรรมปรากฏขึ้น เมื่อกลุ่มชาวตะวันตกจำนวนหนึ่ง นำโดย ย็อน ราเบอ (John Rabe) นักธุรกิจชาวเยอรมัน ได้ร่วมกันจัดตั้ง "เขตปลอดภัยสากล" (Nanking Safety Zone) ขึ้น พวกเขาใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถในการเจรจาและปกป้องชาวจีนที่หนีตายเข้ามาหลบภัย ซึ่งการกระทำอันกล้าหาญนี้ช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์ไว้ได้ราว 200,000 ถึง 250,000 คน

บทสรุปและรอยจำ เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ศาลทหารระหว่างประเทศประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้กว่า 200,000 คน ในขณะที่ทางการจีนยืนยันตัวเลขที่ 300,000 คน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่คือชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไปอย่างไม่มีวันกลับ

แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานหลายทศวรรษ แต่เหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานกิงยังคงเป็น "บาดแผลทางประวัติศาสตร์" ที่สำคัญระหว่างจีนและญี่ปุ่น เป็นเครื่องเตือนใจให้คนรุ่นหลังตระหนักถึงความโหดร้ายของสงคราม และความสำคัญของการรักษาสันติภาพ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมอีก

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เมื่อไฟในใจมอดดับ แต่ "ไฟล์บังคับ" ของชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อ

Live is so hardest..